สไตล์ที่นิยมมากเป็นประตูโรงรถเหนือหัวนำสมัย

ประตูโรงรถเหนือศีรษะอยู่ไกลจากประตูโรงรถที่เป็นที่นิยมมากสำหรับเจ้าบ้าน ด้วยคุณสมบัติการหยุดและเริ่มโดยอัตโนมัติกลุ่มคนคัดสรรประตูโรงรถเหนือศีรษะที่ใช้งานง่ายมีตัวเลือกเฟ้นที่ยอดเยี่ยมและคุณสมบัติด้านความสะดวก

ประตูโรงรถเหนือศีรษะทำงานร่วมกับระบบรีด ประตูม้วนขึ้นและจัดเก็บไว้ตามประทุนโรงรถ คุณสมบัติทางเข้าออกค่าใช้จ่ายที่จะแลหาคือว่าเขาทั้งหลายจะราบรื่นเงียบและมีสัดส่วนกระชับ การจัดตั้งประตูโรงรถเหนือศีรษะเรียบๆง่ายๆ ทำเองหรือขอความช่วยเหลือจากผู้สร้าง ผู้ก่อตั้งประตูโรงรถยอดนิยม ตัวอย่างเช่น Garaga, Liftmaster, Raynor หรือ DBCI

ประตูโรงรถไม้เป็นที่ปรารถนามากขึ้นสำหรับรูปลักษณ์และความสามารถเฉพาะในการแจกแจงมากกว่าความคงทนถาวรของพวกเขา คุณอาจเลือกคัดประเภทของไม้ดังเช่นไม้ซีดาร์ที่เป็นของแข็งสำหรับประตูโรงรถที่คงทนถาวรซึ่งจะมีอายุการใช้งานยาวนานหลายปีและดูยอดเยี่ยม ส่วนของทางเข้าออกไม้ม้วนอาจมีการตั้งแผงไม่ก็ล้าง สำหรับประตูบานตู้ผู้ประดิษฐ์จะติดตั้งแผงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแยกเป็นหลาย ๆ แบบภายในกรอบไม้ ส่วนชำระล้างจะทำโดยการยึดแผงไม้อัดที่ด้านบนของกรอบไม้

ข้อด้อยกว่าหลักของประตูโรงรถไม้เป็นไม้ขยายตัวพร้อมทั้งตกลงและสามารถเหยเกไม่ก็ร้าวเนื่องมาจากลักษณะภูมิอากาศเปลี่ยน มันอยากการป้ายสีใหม่หรือ refinishing ทุกสองปีเพื่อให้มันเรียบร้อยพร้อมทั้งอยู่ในสภาวะดี ถ้าเรากระทำการคัดเลือกใช้งานไม้ที่ดี ประตูโรงรถของเราจักทนทานพร้อมกับใช้งานไปได้อย่างยาวชั่วลูกชั่วหลานกันเลยทีเดียว

เคล็ด..ในการคัดที่นอนให้เป็นการสมควรพร้อมตนเอง

เตียงดีไม่มีหัก แต่ก่อนที่คุณจะออกไปเลือกซื้อที่นอน ถูกเตรียมหาคำตอบกับกระทู้ถามเหล่านี้ไว้เก่า  จะทำให้การคัดเลือกที่นอนง่ายขึ้น ไม่เสียเวลาแต่เช่นใด  ตรวจตราความหมายมั่นและตำแหน่งร่างกายของตัวเอง  เพราะอะไรถึงต้องสำรวจตัวเองก็เพราะหลาย ๆ ท่านมักจะมีปมปัญหากับอาการร่างกาย เช่น ปวดหลัง ปวดเอว จึงจำเป็นต้องหาที่นอนที่สามารถซาลงอาการเหล่านี้ได้หรืออย่างน้อยจะต้องไม่ซ้ำเติมให้ท่วงทีหนักขึ้นไปอีก กับใครที่ชอบนอนที่นอนแข็งๆ ก็ต้องหาข้อมูลว่าที่นอนแข็งๆ มันทำมาจากอะไรมีผลดีผลร้ายประการใดต่อร่างกาย หาข้อมูลเพราะที่นอนประเภทต่าง ๆ อันนี้ถือว่าจำเป็นมากๆ เพราะจะทำให้คุณมีข่าวรู้จริง ไม่ต้องคล้อยตามพนักงานขายแต่เพียงอย่างเดียวเพื่อแผนกและประเภทของที่นอน ขอกล่าวสรุปเป็นแผนกอย่างนี้

ส่วนแข็ง    ตัวอย่างเช่น ที่นอนที่ทำจากยางพารา มีความนิ่มและยืดหยุ่นดี ความหนักเบามากคงอาการดี อายุการใช้งานไม่ค่อยนานนัก สรรพคุณเด่นคือ เก็บความชื้นและฝุ่นผง ระบายดินฟ้าอากาศได้น้อยและยังดูดความชุ่มชื้นได้ดี  เพราะเช่นนั้นใครที่ชอบที่นอนยางพาราก็ขอให้ยั้งคิดให้ดีก่อนอีกชนิดหนึ่งได้แก่ ที่นอนใยมะพร้าว ซึ่งมีลักษณะค่อนข้างแข็ง ไม่นุ่มเท่ายางพารา น้ำหนักมากคงอาการดีไม่สะสมความชุ่มชื้น ระบายอากาศได้ดี เพราะด้านในโปร่งต่างจากที่นอนยางพารา แต่ถ้าชอบที่นอนแข็งผมขอแนะนำที่นอนใยมะพร้าวจะดีกว่า

“งานช่างฝีมือประดับมุก” ศิลปหัตถกรรมชั้นสูงของไทย

%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%97

ศิลปะการตกแต่งที่มีความวิจิตรงดงามปรากฏอยู่บนบานประตูหน้าต่างของพระอุโบสถวิหารหรือพระบรมมหาราชวัง รวมถึงบนภาชนะเครื่องใช้ของพระสงฆ์ เช่น ตู้  พระมาลัย  ธรรมาสน์  ตะลุ่ม พานแว่นฟ้า  กล่องใส่หมากพลู  เป็นต้น โดยมีลวดลายประดับตกแต่งจำพวกลายกนก  ลายกระจัง  และลายก้านขด หรือแม้แต่เขียนเป็นภาพกินรี  ราชสีห์  คชสีห์  ประกอบตามส่วนต่าง ๆ  อาทิ  อนึ่งงานช่างนี้เป็นงานประณีต  มีความละเอียดอ่อนและใช้ฝีมือเป็นอย่างยิ่ง  จึงทำให้เป็นงานที่สิ้นเปลืองเวลาและมีราคาสูงตามไปด้วย  ดังนั้นงานช่างประดับมุกจึงไม่ค่อยมีผู้สนใจมาเรียนรู้มากนักจะมีก็แต่ช่างผู้มีใจรักจริงๆ เท่านั้น ปัจจุบันถึงแม้จะมีผู้เห็นคุณค่าได้ลงมือทำงานช่างประดับมุกอย่างจริงจังเป็นล่ำเป็นสัน  แต่ทว่าฝีมือไม่อาจเทียบเคียงกับผลงานในอดีตได้

งานช่างประดับมุกถือว่าเป็นของใช้ชั้นสูงเพื่อเชิดชูความมีตำแหน่งฐานะ ในอดีตจะใช้กันในแวดวงจำกัดของสถาบันกษัตริย์ชนชั้นสูง  และหมู่สงฆ์ทั้งหลายเท่านั้น  จึงทำให้งานช่างประเภทนี้ไม่แพร่หลาย  อีกทั้งเป็นงานช่างที่ต้องอาศัยฝีมือความละเอียดรอบคอบความมุมานะพยายามเป็นอย่างสูง  เพราะว่าลวดลายต่างๆ ของลายประดับมุกมีความละเอียด ช่างประดับมุกต้องอาศัยความสามารถความชำนาญในการสร้างแม่ลายให้เข้ากับสีที่จะประดับมุก ไม่ว่าจะเป็นภาชนะหรือบนบานประตูหน้าต่างไปจนถึงโต๊ะเตียงก็ตาม  ยิ่งถ้าเป็นภาชนะมีเหลี่ยมมุมโค้งเว้าด้วยแล้วการสร้างลายและการประดับมุกไปตามส่วนนั้นๆ ก็ยิ่งทำได้ยาก อย่างไรช่างไทยก็ได้สร้างศิลปหัตถกรรมหรือผลงานประณีตศิลป์ขั้นสูงได้มาก  มีหลักฐานปรากฏตามวัดวาอาราม  หรือในพระบรมมหาราชวังมากมาย  แต่เป็นที่น่าเสียดายที่งานช่างประดับมุก  ณ  สถานที่นั้นขาดการดูแลเอาใจใส่  ดูแลรักษาจึงทำให้ลวดลายของมุกที่ประดับไว้จากที่เคยงดงามมาแต่อดีตดูคร่ำมัวลงไป  จนบางแห่งเลอะเลือนจนเกือบมองไม่เห็นลวดลายที่มีคุณค่าเหล่านั้น

งานช่างฝีมือประดับมุก มีประวัติความเป็นมาอย่างไรยังไม่ทราบหลักฐานแน่ชัดเพราะไม่เคยมีหลักฐานหรือจารึกใดๆ  เลยว่าชนชาติไทยเริ่มคิดค้นประดิษฐ์งานมุกได้เมื่อไหร่ หรือได้รับอิทธิพลจากชาติใด  อย่างเช่น  จีน  เวียดนาม  หรือญี่ปุ่น  ซึ่งก็มีการนำเปลือกหอยมุกมาใช้ประโยชน์ในงานศิลปกรรมเหมือนกับไทย  แต่วิธีการประดับและลวดลายนั้นแตกต่างจากไทยโดยสิ้นเชิง  อย่างไรก็ตามจากหลักฐานทางโบราณคดีของการนำเปลือกหอยมาประดับตกแต่งเป็นลวดลายที่เก่าที่สุด  พบว่าสมัยทวารวดีมีการใช้มุกประดับเป็นลวดลายการตกแต่งอยู่บนปูนปั้นบนโบราณสถานที่ตำบลคูบัว  อำเภอเมืองราชบุรี  มีอายุประมาณศตวรรษที่  ๑๒  นับได้ว่าเป็นหลักฐานที่เก่าที่สุด  สมัยเชียงแสนลงมาก็มีการฝังมุกที่พระเนตรของพระพุทธรูปกระทั่งถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา  จึงพบงานช่างประดับมุกชนิดใช้รักเป็นตัวเชื่อมเช่นปัจจุบัน  มีหลักฐานเก่าแก่ที่สุดคือ  ตู้พระไตรปิฏกประดับมุกอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

คุณค่าทางศิลปะให้อะไรแก่เด็กเยาวชน

%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81

โลกของงานศิลปะไม่ใช่แค่การจับดินสอมาวาด จับดินมาปั้นให้เหมือนและดูดีอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจกัน งานศิลปะนั้นต้องอาศัยเทคนิคอีกสารพัด ต้องมีการพัฒนาอีกหลายๆ ขั้นในเชิงความคิดสร้างสรรค์ด้วย

ถ้าจะให้ความหมายของศิลปะอาจไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก หลายคนจะคิดว่างานศิลปะ คือ งานสร้างสรรค์ที่ผู้สร้างสรรค์ใช้จินตนาการความคิดสร้างสรรค์ถ่ายทอดสิ่งที่สะท้อนความคิด จิตใจ จิตวิญญาณของตัวเองออกมาเป็นผลงาน สำหรับเด็กแล้วงานศิลปะถือเป็นกิจกรรมที่สำคัญที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็ก คือ

1. ด้านอารมณ์ เด็กจะเพิ่มคุณค่าในตัวเอง ความเชื่อมั่น ชื่นชม ยอมรับในผลงานของตัวเองและคนอื่น มีความสุข สร้างความรับผิดชอบ และวินัย

2. ด้านสติปัญญา ได้รู้จักการแก้ปัญหา มีจินตนาการความคิดสร้างสรรค์ ทำงานโดยมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าเป็นระบบ มีทักษะการสังเกต การเปรียบเทียบ การคำนวณ พัฒนาทั้งด้านภาษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เป็นต้น

3. ด้านร่างกาย เด็กจะมีโอกาสฝึกการใช้กล้ามเนื้อ มือและตาให้ทำงานอย่างประสานกัน และการเคลื่อนไหวอวัยวะส่วนต่างๆ

4. แก่เด็กด้านสังคม ได้ฝึกการปรับตัว การทำงานร่วมกัน ลดการยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง เรียนรู้จักการแบ่งปัน

ทำไมต้องกินอาหารตามกรุ๊ปเลือด ?

%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3

กินอาหารตามกรุ๊ปเลือด เป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนานแล้วว่าช่วยรักษาโรคภูมิแพ้ต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ โดย ดร.ปีเตอร์ ดี อาดาโม ผู้ที่ได้รับรางวัลแพทย์ธรรมชาติบำบัดยอดเยี่ยมจากสหรัฐอเมริกา ปี ค.ศ.1990 ได้อธิบายไว้ในหนังสือ Eat Right for Your Type โดยเขาเชื่อว่า “เลือดแต่ละกรุ๊ปมีสารเคมีในเลือดที่แตกต่างกัน โดยมีแอนติเจนเป็นกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ซึ่งอาหารทุกชนิดล้วนมีโปรตีนที่เป็นอนุมูลอิสระ มีคุณสมบัติในการเหี่ยวนำและจับเกาะติดเลือดที่เรียกว่า “เลกติน” ถ้าเรากินอาหารที่มีเลกตินไม่เหมาะกับเลือด ก็จะทำให้เลกตินเข้าไปรบกวนการทำงานของระบบย่อยอาหาร การเผาผลาญ การสร้างอินซูลิน และความสมดุลของฮอร์โมน”

จากความแตกต่างของสารเคมีในเลือดนี่เอง จึงทำให้เลือดแต่ละกรุ๊ปมีความสามารถในการย่อยต่างกัน ถ้าสามารถย่อยได้หมด ร่างกายก็จะสารอาหารไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าย่อยไม่หมด ก็จะตกค้างอยู่ในร่างกายและเน่าเสีย เมื่อถูกดูดซึมกลับไปอีกครั้งก็จะทำให้ร่างกายป่วยง่ายขึ้น (แต่ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้มาสนับสนุนแนวคิดของ ดร.ปีเตอร์ ดี อาดาโม ที่ว่าหมู่เลือดกับอาหารนั้นมีความสัมพันธ์กัน แต่ลองทานกันดูก็ไม่เสียหายครับ – ผู้เขียน)

สรุปก็คือ การกินอาหารไม่ตรงตามกรุ๊ปเลือดจะมีผลให้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ภูมิแพ้ และมีความเสื่อมตามเซลล์และส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้เร็วขึ้น

วิธีสังเกตว่าเรากินอาหารได้เหมาะสมแล้วหรือยัง ?

เริ่มต้นจากให้เราพยายามสังเกตและจดทุกอย่างที่เรากินหรือมีปฏิกิริยาเกิดขึ้น เช่น วันนี้กินอะไรเข้าไปแล้วทำให้รู้สึกเหนื่อยหรือหมดแรง จากนั้นก็ทำการจดบันทึกอาหารประจำวัน เพื่อเช็คว่าเรากินอาหารได้อย่างเหมาะสมแล้วหรือยัง ซึ่งเราอาจพบว่าตัวเองกินอาหารไม่เหมาะสมมาตลอดก็ได้

ส่วนผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก หลาย ๆ คนคิดว่าความอ้วนมาจากการกินเยอะ จึงพยายามกินอาหารให้น้อยลง จนร่างกายขาดสารอาหาร สมองจึงไม่สั่งให้หยุดกิน ทำให้เรากินอะไรเข้าไปแล้วไม่รู้สึกอิ่ม ร่างกายจึงได้รับอาหารมากเกินไป ทั้งที่ยังไม่ได้สารอาหารที่ต้องการ แต่ถ้าเรากินอาหารตามกรุ๊ปเลือดได้อย่างเหมาะสม สมองก็จะรับรู้และทำให้รู้สึกอิ่ม ปริมาณอาหารที่กินก็น้อยลง ทำให้มีรูปร่างสมส่วนมากขึ้น ดังนั้น ไม่ว่าเราจะกินอาหารที่ดีมากแค่ไหน แต่ถ้ามันไม่เหมาะกับกรุ๊ปเลือดของเรา มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย

สำหรับคนไทยกับชาวต่างชาติ แม้จะมีกรุ๊ปเลือดเดียวกัน แต่ก็ควรกินอาหารต่างกันตามภูมิประเทศที่อยู่ด้วย เพราะอาหารแต่ละชนิดจะเหมาะกับคนในภูมิประเทศนั้น ๆ เนื่องจากมีสภาพอากาศและสภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนดว่าคนท้องที่ใดควรกินอาหารแบบใด เช่น คนไทยที่ย้ายไปอยู่ต่างประเทศที่มีอากาศหนาวมาก ๆ แต่ก็ยังกินอาหารเหมือนเดิม เช่น น้ำพริก ส้มตำ ฯลฯ และหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกชีส ขนมปัง หรือเหล้าที่นิยมดื่มเพื่อให้ความอบอุ่นหลังอาหาร ก็อาจทำให้เจ็บป่วยได้ สรุปแล้วไม่ว่าคุณจะเป็นคนกรุ๊ปเลือดใดก็ตาม ก็ควรจะกินอาหารให้เหมาะกับภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมที่อยู่ด้วย จึงจะดีที่สุด

อายุมีผลต่อกรุ๊ปเลือดหรือไม่ ?

ความจริงแล้วโรคภูมิแพ้และปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ล้วนมีอายุเป็นตัวแปรเสมอ เช่น เด็กและคนชราที่ร่างกายมีความอ่อนแออยู่แล้ว จะมีโอกาสป่วยหรือเสี่ยงเป็นโรคต่าง ๆ ได้มากกว่าคนหนุ่มสาวที่มีร่างกายแข็งแรง ดังนั้นการกินตามกรุ๊ปเลือดจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ร่างกายของทุกคนมีความแข็งแรงตามช่วงอายุ ถ้าเรากินเป็นประจำจนระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้ดีแล้ว ก็จะส่งผลให้ร่างกายของเราแข็งแรงไปจนถึงวัยชรานั่นเอง

ความสัมพันธ์ของอาหารกรดและด่างกับกรุ๊ปเลือด

ปกติแล้วอาหารที่มีค่า pH 7.4 หรือมีความเป็นด่างอ่อน ๆ คือ ระดับที่เหมาะสมที่สุด แต่เมื่อเรากินเข้าไปจะเกิดการย่อยโดยกรดในกระเพาะอาหาร หากเรากินอาหารที่มีกรดมาก ๆ อย่าง เนื้อสัตว์ แป้ง หรือไขมัน อาหารเหล่านี้ก็จะไปเพิ่มความเป็นกรดและความเข้มข้นของเลือดให้มากขึ้น จนทำให้การไหลเวียนของเลือดช้าลงหรือติดขัดได้ ส่งผลทำให้เม็ดเลือดแดงเกาะตัวกันและเกิดเป็นประจุบวก เมื่อออกซิเจนน้อยลงจนเซลล์ไม่สามารถนำไปใช้งานได้เพียงพอ ก็จะส่งผลทำให้หัวใจขาดออกซิเจน จนเกิดการช็อกหรือสลบได้ (ในบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต) ดังนั้นเราจึงควบคุมปริมาณของกรดและด่างในร่างกายให้สมดุล

สรุป ปริมาณของกรดและการรับประทานเนื้อสัตว์นั้นมีความสัมพันธ์กัน ถ้าเรามีกรดในกระเพาะอาหารมาก ก็จะย่อยอาหารจำพวกโปรตีนหรือเนื้อสัตว์ได้มาก แต่ถ้ามีกรดในกระเพาะน้อยก็ต้องเน้นการรับประทานผักแทนเนื้อสัตว์ เพื่อให้ร่างกายสามารถย่อยและดูดซึมอาหารได้อย่างเต็ม ซึ่งถ้าแบ่งตามกรุ๊ปเลือดแล้วก็จะสามารถสรุป (เรียงลำดับจากมากไปน้อย)